ประชุมหารือแนวทางความร่วมมือในการบูรณาการการใช้ประโยชน์จากฐานข้อมูลพิกัดที่พักอาศัยราษฏรกลุ่มเปราะบาง

วันนี้ (5 พฤษภาคม 2569) เวลา 10.00 น. ณ กรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ มูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยาก สภากาชาดไทย โดย นายวีระศักดิ์ โควสุรัตน์ เลขาธิการมูลนิธิ และ นางสาวแรมรุ้ง วรวัธ อธิบดีกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ (พส.) กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ร่วมประชุมหารือแนวทางความร่วมมือในการบูรณาการการใช้ประโยชน์จากฐานข้อมูลพิกัดที่พักอาศัยราษฏรกลุ่มเปราะบาง เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารความช่วยเหลือจากเหตุอุทกภัย โดยมุ่งเน้นการใช้เทคโนโลยีฐานข้อมูลและการทำงานเชิงรุกในระดับพื้นที่
(check mark) มูลนิธิฯ นำเสนอภาพรวมสถานการณ์และความมุ่งหมายในการปฏิบัติงานว่า แม้ทีมกู้ภัยจะมีศักยภาพและความพร้อมสูง แต่เมื่อเข้าสู่พื้นที่จริงหากสามารถมีข้อมูลระบุพิกัดของประชนกลุ่มเปราะบางได้ชัดเจน จะทำให้การช่วยเหลือเข้าถึงกลุ่มที่มีความจำเป็นเร่งด่วนที่สุดได้เร็วและมีประสิทธิภาพ โดยถ่ายทอดประสบการณ์ในอดีตว่าเคยเกิดกรณีที่แม้พบผู้ประสบภัยในพื้นที่ห่างไกลแต่ก็ยังไม่สามารถเคลื่อนย้ายผู้ป่วยติดเตียงได้ เนื่องจากไม่ทราบข้อมูลสภาพร่างกายมาล่วงหน้า ส่งผลให้ต้องถอยกลับไปเตรียมอุปกรณ์แล้วจึงย้อนกลับเข้าไปใหม่ เกิดความล่าช้าและเพิ่มความเสี่ยงในสถานการณ์วิกฤต ขณะเดียวกัน การขาดระบบติดตามสถานะการช่วยเหลือแบบ Real-time ที่มักมีผู้ปักหมุดทางออนไลน์ แต่ยังไม่ค่อยมีระบบการถอนหมุดในออนไลน์หลังช่วยออกมาปลอดภัยแล้ว ทำให้เกิดความซ้ำซ้อนในการมีทีมกู้ภัยอื่นตามเข้าไปช่วยเหลืออีก ทำให้เสียโอกาสที่จะแบ่งกระจายกำลังกันออกไป ในขณะที่บางพื้นที่ยังตกหล่น เพราะกำลังพลและอุปกรณ์ของฝ่ายกู้ภัยมีปริมาณจำกัด
(sweat) แม้มีข้อจำกัดด้านกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (PDPA) แต่สำหรับผู้ปฏิบัติหน้างานภัยน้ำท่วมนั้น สิ่งที่ ต้องการคือ ขอเพียงนามเรียกขาน เช่น ป้าเมี้ยน ลุงมี กับขอพิกัดที่พักอาศัย และข้อมูลที่บอกสภาพทางกายภาพ เช่น ติดเตียง ติดวีลแชร์ มีโรคซึมเศร้า หรือมีอาการหลงลืม หรือมีปัญหาการสื่อความหมาย ทีมเผชิญเหตุจะได้ตระเตรียมเครื่องมือเครื่องใช้และอุปกรณ์ที่เหมาะสมติดเรือหรือรถยกสูงเข้าไปให้ความช่วยเหลือได้อย่างรวดเร็วและถูกต้องที่สุด
จากข้อจำกัดดังกล่าว มูลนิธิฯ จึงมีแนวคิดโดยขอเชื่อมโยงฐานข้อมูลกลุ่มเปราะบางของกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เพื่อเป็นเครื่องมือ “ชี้เป้า” ในพื้นที่เสี่ยงภัยซ้ำซาก พร้อมทั้งบูรณาการความร่วมมือกับเครือข่ายอาสาสมัครพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (อพม.) ที่มีครบทุกอำเภอ รวมนับแสนคนในฐานะ “ผู้นำชี้” ในพื้นที่จริง และอาจสามารถจัดทำบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) ในระดับกระทรวง เพื่อวางกรอบการแลกเปลี่ยนข้อมูลและการปฏิบัติงานร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพ และให้ผลที่ยั่งยืนขึ้นในระยะยาว
(check mark) ในส่วนของ กรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ ได้นำเสนอศักยภาพของระบบ MSO Logbook และเครือข่ายในสังกัดว่าเป็นโครงสร้างหลักในการขับเคลื่อนการช่วยเหลือกลุ่มเปราะบาง โดยระบบดังกล่าวเป็นฐาน Big Data ที่รวบรวมข้อมูลรายครัวเรือนใน 5 มิติ ครอบคลุมเด็ก ผู้สูงอายุ คนพิการ การศึกษา และการเข้าถึงสวัสดิการ พร้อมทั้งมีการจัดระดับความเปราะบางเพื่อจัดลำดับความเร่งด่วนในการช่วยเหลือ และสามารถระบุพิกัดที่อยู่อาศัยได้ถึงระดับหลังคาเรือนผ่านระบบ GPS รวมถึงกรณีไม่มีที่อยู่อาศัยก็สามารถปักหมุดตำแหน่งใกล้เคียง ครั้งหลังสุดได้ อีกทั้งยังเชื่อมโยงกับฐานข้อมูลภาครัฐอื่นเพื่ออัปเดตสถานะให้เป็นปัจจุบันอยู่ทุกปี
(star) ในเป้าประสงค์ด้านมิติการบริหารจัดการภัยพิบัติ ระบบความร่วมมือนี้จะออกแบบให้รองรับการทำงานตั้งแต่ก่อนเกิดภัย มีการส่งข้อมูลกลุ่มเสี่ยงให้พื้นที่เตรียมแผนอพยพ ส่วนในระหว่างเกิดภัยก็จะมี Dashboard ส่วนกลางเพื่อช่วยตัดสินใจกระจายทรัพยากรแบบทันที ครั้นหลังเกิดภัยก็จะได้สามารถใช้ข้อมูลเดิมต่อยอดการเยียวยาและฟื้นฟูโดยไม่ต้องเสียเวลาสำรวจซ้ำ
(thumbs up) จุดแข็งสำคัญในความร่วมมือนี้คือ เครือข่ายอาสาสมัครพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (อพม.) กว่า 390,000 คน ที่สามารถทำหน้าที่เป็น “ผู้ช่วยนำทาง” ในพื้นที่จริง ควบคู่กับศูนย์ CSR ของกระทรวงพม. และหน่วยงานในสังกัดที่มักจะสามารถปรับเป็นศูนย์พักพิงได้รวดเร็ว
ทั้งนี้ ระบบดังกล่าวของกระทรวงพม. ได้เคยถูกพิสูจน์ประสิทธิภาพมาแล้วจากกรณีเหตุบุกยิงที่จ.หนองบัวลำภู ที่หน่วยของพม. สามารถระบุและเข้าถึงกลุ่มเปราะบางได้อย่างรวดเร็วภายในระยะเวลาอันสั้น สะท้อนให้เห็นถึงการบูรณาการระหว่างเทคโนโลยีข้อมูลที่แม่นยำและเครือข่ายในพื้นที่ นับเป็นกลไกสำคัญในการยกระดับการช่วยเหลือให้ตรงจุด รวดเร็ว และมีประสิทธิภาพ
(red heart) ช่วงท้ายการประชุมได้มีการสรุป “ทิศทางความร่วมมือเชิงปฏิบัติ” โดยมีประเด็นสำคัญดังนี้
1.ยกระดับความร่วมมือสู่ระดับนโยบาย โดยยกร่างความร่วมมือจากระดับกรมไปเป็นระดับกระทรวง
2. เริ่มปฏิบัติงานเชิงรุกที่ไม่ต้องรอ MOU (Immediate Action)
สามารถเริ่มเชื่อมโยงข้อมูลในบางพื้นที่เป้าหมายได้ทันที เพื่อให้เริ่มการเข้าช่วยเหลือเป็นแบบ “ชี้เป้า” ไม่ต้องกระจายทรัพยากรโดยไม่จำเป็น
3. การจัดการข้อมูลและความเป็นส่วนตัว (Data Management & PDPA)
โดยใช้ “นามเรียกขาน” หรือชื่อเล่น ของบุคคลเป้าหมายในพื้นที่เสี่ยงควบคู่พิกัดGPS เพื่อให้เข้าถึงตัวผู้ประสบภัยได้โดยไม่ละเมิดข้อมูลส่วนบุคคล โดยตัดข้อมูลอ่อนไหว เช่น เลขบัตรประชาชนและชื่อสกุลจริงออก แต่ยังคงข้อมูลอื่นที่จำเป็นต่อการปฏิบัติงานภาคสนาม
4. โครงการนำร่อง (Pilot Project)
กำหนดพื้นที่ต้นแบบที่เทศบาลเมืองควนลัง อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา เพื่อทดลองระบบในพื้นที่น้ำท่วมซ้ำซาก โดยใช้กระบวนการ Mapping ร่วมกับชุมชนและอาสาสมัครในการระบุพิกัดกลุ่มเปราะบาง และเตรียมขยายผลไปยังพื้นที่เสี่ยงอื่น เช่น จ.เชียงราย และจ.น่านในปีนี้เลย
5. การบูรณาการเครือข่ายอาสาสมัคร
ยกระดับบทบาทอาสาสมัครพัฒนาสังคมฯ (อพม.) ให้เป็น “ผู้นำทาง” สนับสนุนทีมกู้ภัยในการเข้าถึงพื้นที่จริง พร้อมพัฒนาระบบ “ปักหมุด–ถอนหมุด” เพื่ออัปเดตสถานะการช่วยเหลือแบบ Real-time ลดความซ้ำซ้อนและเพิ่มประสิทธิภาพการจัดการหน้างาน
6. การฟื้นฟูหลังเกิดภัย
เชื่อมต่อข้อมูลจากการช่วยชีวิตเข้าสู่ระบบสวัสดิการของ พม. เพื่อใช้ในการเยียวยาและฟื้นฟู เช่น การซ่อมแซมที่อยู่อาศัยและการให้ความช่วยเหลือตามสิทธิของแต่ละกลุ่มเปราะบางอย่างต่อเนื่องและไม่ซ้ำซ้อน
(hands together) การหารือในครั้งนี้ จึงไม่ได้เป็นเพียงการเชื่อมโยงข้อมูลหรือบูรณาการการทำงานระหว่างหน่วยงาน หากแต่เป็นการ “หลอมรวมพันธกิจ” ระหว่างมูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยาก สภากาชาดไทย และกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ ให้เดินไปในทิศทางเดียวกันอย่างเป็นระบบและยั่งยืน



